posted on 11 May 2009 15:02 by health4u in Health
Block
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
11 พฤษภาคม 2552 09:49 น. |
หญิงมีครรภ์ควรรับแสงแดดในปริมาณที่เหมาะ
สม
หลังมีความเป็นไปได้ที่วิตามินดีจากแสงแดดจะมีผลต่อพัฒนาการของกระดูกทารกใน
ครรภ์มารดาให้มีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่าเด็กที่แม่ไม่ค่อยได้โดนแดดเท่าที่
ควร
อังกฤษเผยผลการศึกษาเด็กอายุ 10 ขวบจำนวน 6,995
คนในโครงการศึกษาวิจัยสุขภาพประชากรในระยะยาว พบว่า ในจำนวนนี้
เด็กบางส่วนมีกระดูกขนาดใหญ่ และแข็งแรงกว่าเด็กคนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน
ซึ่งจากการศึกษาลึกลงไปพบว่า เด็กที่มีกระดูกขนาดใหญ่นั้น
ครั้งยังเป็นทารกในครรภ์มารดา โดยเฉพาะ 3 เดือนสุดท้ายก่อนการคลอด
เป็นช่วงเดือนที่ประเทศอังกฤษได้รับแสงแดดเต็มที่นั่นเอง
ผล
การสำรวจดังกล่าวจึงมีความเป็นไปได้ว่า การได้รับวิตามินดีในช่วง 3
เดือนสุดท้ายก่อนการคลอดจะมีผลต่อการพัฒนาของกระดูกทารกเมื่อเขาเติบโตขึ้น และรายงานการวิจัยชิ้นนี้ก็ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Clinical Endocrinology and Metabolism ด้วย
รายงานข่าวจากรอยเตอร์ระบุด้วยว่า
ความ
เป็นไปได้เกี่ยวกับพัฒนาการของกระดูกนี้
หาใช่คำแนะนำให้มารดาตั้งครรภ์ออกมานอนอาบแดดไม่
เพราะการได้รับรังสีอัลตร้าไวโอเลตมากจนเกินไปก็ทำให้เสี่ยงต่อการเป็น
มะเร็งผิวหนังมิใช่น้อย
แต่มันทำให้นักวิจัยมองหาแนวทางในการใช้วิตามินดีมาเพิ่มคุณภาพกระดูกให้กับ
เด็ก
ส่วนการบริโภควิตามินดีเสริมในระหว่างตั้งครรภ์นั้น
คำแนะนำจากภาครัฐถึงปริมาณที่เหมาะสมคือ 200IU ต่อวัน
แต่นักวิจัยก็ยังมีการทดลองเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวนี้อยู่
สำหรับประชากรในซีกโลกตะวันตกนั้น
การได้รับวิตามินดีผ่านทางอาหารนั้นอาจรับได้จากนม,
อาหารเช้าประเภทซีเรียล, ปลาบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล
เรียบเรียงจากรอยเตอร์เฮลท์
posted on 14 Nov 2008 02:41 by health4u in Health
ฃ
สมอง คืออวัยวะสำคัญ มีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว
ถ้ารู้อย่างนี้แล้วเราลองมาสำรวจตัวเราเองซิว่ามีกิจวัตรประจำวันอะไรที่จะ
เสี่ยงต่อการทำร้ายสมองของเราบ้างเพราะบางอย่างนั้นเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็
เป็นได้
1.ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า
แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม
2. กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น (เช่น เทพธิดาดิว เป็นต้น)
3. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
4. ทานของหวานมากเกินไป การกินของหวานมาก
จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์
เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง
5. มลภาวะ
สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะ
เข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
6. การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้
เซลล์สมองตายได้
7. นอนคลุมโปง การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ
10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง
ที่มาข้อมูล: www.zheza.com
ที่มาภาพ: www.mfa.go.th
มิน่าเล่า พวกพูดน้อยถึงสมองเสื่อมเร็ว ....
edit @ 14 Nov 2008 02:57:26 by สุัขภาพดีเริ่มที่เรา
posted on 29 Oct 2008 10:55 by health4u in Food
ไขมันเป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย
เพราะเป็นส่วนประกอบของอวัยวะหลายอย่าง อาทิเช่น สมองซึ่งประกอบด้วยไขมันถึง 60%
นอกจากนี้ไขมันยังเปรียบเสมือนเบาะห่อหุ้มร่างกาย
ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
การบริโภคไขมันชนิดจำเป็นสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง โรคหัวใจ ภูมิแพ้
โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งไขมันชนิดจำเป็นจะพบในถั่ว เมล็ดพืช และปลา เป็นต้น
ชนิดของไขมัน
ในการบริโภคนั้นเราควรได้รับพลังงานจากอาหารประเภทไขมันไม่เกินกว่า 20%
ของพลังงานทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้วชาวอเมริกันกินอาหารประเภทไขมันมากกว่า 35%
ซึ่งมากกว่าที่ควรเป็น ในขณะที่ชาวญี่ปุ่น ไทย และฟิลิปปินส์
ซึ่งอาหารการกินนั้นประกอบด้วยไขมันโดยเฉลี่ยไม่เกิน 29%
นั้นพบว่ามีอัตราการเกิดภาวะหลอดเลือดและหัวใจอุดตันน้อยกว่าชาวอเมริกัน
และการบริโภคอาหารประเภทไขมันดังกล่าวนั้นควรบริโภคไขมันชนิด
polyunsaturate
อย่างน้อย
1 ใน 3
{ไขมันชนิด
polyunsaturate
นั้นประกอบด้วยไขมันชนิดจำเป็น 2 ชนิดด้วยกัน คือ
1) กรดไขมันไลโนเลอิก
หรือที่รู้จักกันในนามของ โอเมก้า- 6
2)
กรดไขมันอัลฟา-ไลโนเลนิก หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า โอเมก้า-3
ซึ่งสัดส่วนของการบริโภคโอเมก้า-3
และโอเมก้า-6 ควรจะเท่าๆกัน
}
และไม่ควรบริโภคไขมันชนิดอิ่มตัว
(saturated
fat)
เกินกว่า
1ใน 3
สรุปง่ายๆ ว่าการบริโภคอาหารประเภทไขมันนั้นไม่ควรเกิน 20
%ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับจากการกินอาหาร
และสัดส่วนการบริโภคไขมันที่เหมาะสมควรเป็นดังนี้
-
ไขมันอิ่มตัว (
saturated fat)
6 %
-
ไขมันชนิด
monounsaturated 7 %
-
ไขมันชนิด
polyunsaturated 7 % แบ่งเป็นโอเมก้า-6= 3.5% โอเมก้า-3
=
3.5 %
ไขมันอิ่มตัว
(saturated
fat)
โดยปกติจะอยู่ในรูปของแข็ง
หรือกึ่งแข็งที่อุณหภูมิห้อง ซึ่งพบในไขมันสัตว์ เช่น
น้ำมันหมู ผลิตภัณฑ์ประเภทนม และในน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว
นอกจากนี้ในขบวนการเติมไฮโดรเจนเข้ากับไขมันชนิดไม่อิ่มตัว
จะทำให้ไขมันนั้นอิ่มตัวมากขึ้น ซึ่งไขมันชนิดอิ่มตัวจะทำให้ร่างกายผลิตคลอเรสเตอรอลมากขึ้น
เป็นผลให้ระดับคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น
อันที่จริงแล้วในการเลือกรับประทานอาหาร
เราควรคำนึงถึงปริมาณไขมันอิ่มตัวมากกว่าที่จะกังวลถึงปริมาณคลอเลสเตอรอลในอาหาร
เนื่องจากไขมันชนิดอิ่มตัวจะกระตุ้นการผลิต LDL-คลอเลสเตอรอล
(คลอเลสเตอรอลชนิดเลว) ซึ่งจะมีผลต่อการเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือดโดยตรง
ไขมันไม่อิ่มตัว
(unsaturated fat)
จะแบ่งเป็น 2 ประเภทด้วยกันดังนี้
1.
Monounsaturated fat
พบในน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันคาโนล่าร์
ซึ่งน้ำมันชนิดนี้จะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิต่ำ
และไขมันชนิดนี้จะช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือดโดยจะลดปริมาณ
LDL-คลอเลสเตอรอล
แต่ไม่ลดปริมาณ HDL-คลอเลสเตอรอล
และจากงานวิจัยพบว่าการบริโภคไขมันชนิด
Monounsaturate
แทนไขมันอิ่มตัวและไขมันชนิด
Polyunsaturate
สามารถลดปริมาณคลอเลสเตอรอลได้โดยที่ไม่มีผลกระทบต่อปริมาณ
HDL-คลอเลสเตอรอล
2.
Polyunsaturated fat
ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็น 2 กลุ่มด้วยกันคือ
1. กรดไขมันไลโนเลอิกหรือที่เรียกว่าโอเมก้า-6
2. กรดไขมันอัลฟา-ไลโนเลนิกหรือที่เรียกว่า โอเมก้า-3
-
กลุ่มโอเมก้า6 หรือกรดไลโนเลอิก
เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดแกมมา-ไลโนเลอิก(GLA)
ซึ่งกรดไขมันชนิดเดียวกันนี้พบได้ในน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ซึ่งGLAนี้ส่วนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดอแลชิโนอิกซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างสมองร่วมกับการทำงานของโอเมก้า-3
และGLAอีก
ส่วนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นโพสตาแกรนดินซึ่งเป็นสารช่วยป้องกันหลอดเลือดอุด
ตัน ช่วยลดความดันเลือด รักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย
ลดความเจ็บปวดและการอักเสบ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
ช่วยในการทำงานของอินซูลินที่ควบคุมระดับน้ำตาลของร่างกาย
สำหรับโพสตาแกรนดินแล้วไม่สามารถผลิตเป็นอาหารเสริมได้เนื่องจากไม่สามารถ
เก็บได้นาน
ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรับประทานสารตั้งต้นซึ่งก็คืออาหารที่มีโอเมก้า-6
นั่นเอง ซึ่งได้แก่ เมล็ดและน้ำมันของฟักทอง ทานตะวัน งา ข้าวโพด วอลนัท
ถั่ว จมูกข้าวสาลี ปริมาณที่เหมาะสมคือการรับประทานน้ำมันพวกนี้วันละ
1-2ช้อนโต๊ะหรือรับประทานเมล็ด 2-3ช้อนโต๊ะ
-
กลุ่มโอเมก้า3 หรือกรดอัลฟา-ไลโนเลนิก
(พบมากในน้ำมันเมล็ดปอ ฟักทอง) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็น
EPA
(Eicosapentaenoic acid) และ
DHA (Docosahexaenoic acid)
และเปลี่ยนเป็นโพสตาแกรนดินในที่สุด ซึ่งโพสตาแกรนดินที่ได้จากขบวนการนี้จะถูกทำลายได้ง่ายจากขบวนการปรุงอาหาร
ซึ่งทั้งEPA และDHA
(ทั้งคู่พบได้ในปลาทูน่า ปลาแมคคอเรล ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาเทราซ์ ปลาแซลมอน
ปลาซาร์ดีนและน้ำมันปลาเหล่านี้) จำเป็นต่อการทำงานของสมองในด้านการมองเห็น
การปรับตัว การเรียนรู้ อารมณ์
อันตรายจากไขมันแปรรูป (Transfat)
ปัจจุบันในทางการค้าเรามีการเติมไฮโดนเจนลงในน้ำมันพืชหรือไขมันประเภทpolyunsaturated
fat
เพื่อทำให้ไขมันเหล่านี้แข็งตัวขึ้นและไม่เหม็นหืน
ซึ่งไขมันชนิดดังกล่าวนี้ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้และนอกจากนี้ยังขัดขวางปฏิกิริยาการสันดาปของไขมันชนิดดีอื่นๆอีกด้วย
ซึ่งไขมันแปรรูปดังกล่าวได้แก่ มาร์การีน
เราควรหลีกเลี่ยงการบริโภคไขมันแปรรูปดังกล่าวเพราะเป็นอันตรายอย่างมาก
เราสามารถใช้เนยถั่วทาขนมปังแทนการใช้มาร์การีนซึ่งได้ความหอมมันและอร่อยไม่แตกต่างกัน
การทอด
สามารถเปลี่ยนน้ำมันดีกลายเป็นน้ำมันร้ายและมีอันตรายได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะอุณหภูมิสูงจะทำให้น้ำมันเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นและเกิดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงอาหารทอด แต่ถ้าจำเป็นต้องทอด
ควรใช้เป็นน้ำมันมะกอกหรือเนยปริมาณน้อยๆ
เพราะมีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นน้อยกว่า
เรามากินปลาทะเลน้ำลึกดิบกันเยอะๆ ดีต่อสุขภาพครับ!!
edit @ 29 Oct 2008 11:10:08 by สุัขภาพดีเริ่มที่เรา